ห่วงหญิงไทยป่วย”มะเร็งปากมดลูก”

ห่วงหญิงไทยป่วย"มะเร็งปากมดลูก"

ยังคงรณรงค์อย่างต่อเนื่องสำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เพราะยังมีผู้หญิงไทยเป็นผู้ป่วยรายใหม่มากถึงปีละ 8,000 กว่าคน แนะนำผู้หญิงทุกคนควรหมั่นสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หรือฉีดวัคซีนป้องกัน รวมทั้งการพบสูตินรีแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี

ศ.พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย และแพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบันสถิติผู้หญิงไทยที่เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกรายใหม่มีมากถึง 8,184 คนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังน่าเป็นห่วง การป้องกันตัวเองจากโรคนี้สามารถทำได้โดยการเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งมีประสิทธิภาพป้องกันได้ถึงมากกว่าร้อยละ 90 ของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุหลักในการก่อมะเร็งปากมดลูก นอกจากการสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงแล้ว การบอกต่อให้แก่คนใกล้ชิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่มีลูกสาว เพราะวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวีสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป และเป็นการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ

ทั้งนี้ จากงานวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนเอชพีวีล่าสุดซึ่งติดตามการใช้วัคซีนชนิดนี้ในประเทศต่างๆ มายาวนานถึง 10 ปี พบว่า วัคซีนสามารถลดการติดเชื้อเอชพีวีที่ก่อมะเร็งปากมดลูกได้ถึงร้อยละ 90 และลดการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งได้ถึงร้อยละ 85 จะเห็นว่าเชื้อไวรัสเอชพีวีเป็นเชื้อไวรัสที่แพร่ติดต่อกันได้ง่ายมาก ขณะที่วิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการช่วยป้องกัน การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเอชพีวี

ด้าน นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช หัวหน้างานศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวถึงการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งปากมดลูกไว้ว่า ผู้หญิงทุกคนควรหมั่นสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการพบสูตินรีแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี การได้รับความรู้และทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของโรคนี้ เป็นส่วนสำคัญที่จะนำพาให้ผู้หญิงไทยห่างไกลจากโรคมะเร็งปากมดลูก

โรคฮิตของคนทำงาน

โรคฮิตของคนทำงาน

แพทย์เตือนคนทำงานออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคปวดหลัง โรคของเส้นเอ็นที่มือ โรคนิ้วล็อก และโรคผื่น ภูมิแพ้ แนะยืดเหยียดกล้ามเนื้อ พักสายตา ที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่านอนดึก

นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคจากการทำงานเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เพราะการทำงานเป็นวิถีชีวิตประจำวันของคนวัยทำงาน ซึ่งการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ถ้าไม่ตระหนักอาจมีผลต่อสุขภาพ โรคฮิตที่พบบ่อยของคนทำงานในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานบริการ รวมทั้งพนักงานในออฟฟิศ เพราะจะต้องนั่งโต๊ะทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์หรือทำงานกับตัวเลข มากกว่าการยืนทำงานบนสายพาน ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ทำให้ต้องนั่งเป็นเวลานาน การพิมพ์งานทำให้ต้องมีการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ต้องใช้สายตา และอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน ดังนั้น สิ่งที่คนทำงานต้องเผชิญ คือโรคปวดหลัง โรคของเส้นเอ็นที่มือ ได้แก่ โรคประสาทอุโมงค์ข้อมือ โรคนิ้วล็อก ปวดศีรษะ ปวดตา และโรคผื่น ภูมิแพ้อธิบดีกรมการแพทย์แนะวิธีป้องกันโรคที่เกิดจากการทำงานในออฟฟิศ คือ นั่งทำงานให้ถูกวิธี

โดยนั่งเก้าอี้ควรนั่งหลังตรง มีพนักพิง แขนควรอยู่แนบข้างลำตัว ข้อศอกอยู่ในมุมตั้งฉากกับต้นแขน ข้อมือควรทอดตรงไม่ควรงอขึ้นหรือลง หรือบิดเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เท้าควรเหยียบพื้นทั้งสองข้าง ถ้าไม่เหยียบพื้นควรมีที่รองเท้าเพื่อไม่ต้องเขย่งเท้า เวลาพิมพ์คอควรตั้งตรง มองไปข้างหน้า ขอบจอคอมพิวเตอร์ด้านบนควรอยู่ในแนวสายตา เมื่อพิมพ์ได้สักพักควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

วิธีที่ดีที่สุดคือการยืนขึ้นและบิดตัว หรือยืดแขนทั้งสองค้างครู่หนึ่ง หรือลุกเดิน แล้วค่อยกลับมานั่งพิมพ์ต่อ สำหรับเรื่องสายตา การมองคอมพิวเตอร์นานๆ บางครั้งอาจจะลืมกระพริบตา ทำให้ตาแห้ง มีอาการแสบตา เคืองตาได้ จึงควรกระพริบตาบ้าง อาจจะทุก 10 นาที ทั้งนี้ ไม่ควรพิมพ์ในที่มืด บริเวณแสงรอบๆ จอคอมพิวเตอร์ควรมีขนาดความเข้มพอๆ กันไม่ควรมืดกว่ากัน

นอกจากนี้ในห้องทำงานที่มีเครื่องถ่ายเอกสาร จะมีสารทำให้เกิดอาการระคายเคือง ผิวหนัง ตา ทางเดินหายใจได้ อาการที่พบ คือ แสบคอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอเรื้อรัง ทำให้คิดว่าเป็นหวัด และการไปแพทย์อาจจะได้รับยาฆ่าเชื้อมาโดยไม่จำเป็น การป้องกันคือ หมั่นทำความสะอาดพื้น ตู้แอร์ เปิดกระจกหน้าต่างระบายอากาศ ที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่านอนดึก เพื่อสุขภาพที่ดีสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซ้อมแผนรับมือโรคไข้หวัดนก

ซ้อมแผนรับมือโรคไข้หวัดนก

สาธารณสุข ซ้อมแผนรับมือโรคไข้หวัดนก แม้ไม่พบกว่า 11 ปีแต่ยังมีความเสี่ยงจากการระบาดในปท.เพื่อนบ้าน

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันนี้ (25 ม.ค. 60) ได้ฝึกซ้อมแผนเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกระดับกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2560 ผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุข 6 จังหวัด ได้แก่ น่าน พิษณุโลก หนองคาย นครปฐม สระแก้ว และกาญจนบุรี เพื่อเตรียมความพร้อมในกระบวนการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ประเด็นการสั่งการ การประสานงาน การบริหารจัดการ รวมทั้งการสื่อสารความเสี่ยงกับบุคลากรและประชาชน

“ไทยไม่พบผู้ป่วยมานานกว่า 11 ปี แต่ยังเสี่ยง เนื่องจากยังคงพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคใกล้เคียง” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

ทั้งนี้มีสาเหตุมาจาก 1.การเลี้ยงสัตว์ปีกในพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหรือการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเทศ 2.ตลาดค้าสัตว์ปีกมีชีวิตที่มีสัตว์ปีกหลายชนิดอยู่รวมกัน เช่น เป็ด ไก่ และนก 3.กิจกรรมการชนไก่ในหลายพื้นที่ มีความเสี่ยงที่เกิดการติดเชื้อในสัตว์ปีกและผู้เลี้ยงไก่จากการสัมผัสดูแลไก่ 4.การเลี้ยงสัตว์อย่างหนาแน่น การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง และสัตว์ปีกเลี้ยงหลังบ้าน 5.ฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มที่ดี หรือการเลี้ยงระบบเปิดอาจติดต่อผ่านทางนกธรรมชาติได้ รวมถึงการเคลื่อนย้ายของนกอพยพจากซีกโลกเหนือไปยังซีกโลกใต้ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในทางผ่านของเส้นทางอพยพ

ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนกทั่วโลกมีดังนี้ 1.ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ตั้งแต่ปี 2546-19 ธันวาคม 2559 พบผู้ป่วยทั้งสิ้น 856 ราย เสียชีวิต 452 ราย ใน 16 ประเทศ ในปี 2559 พบผู้ป่วยจำนวน 10 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ในประเทศอียิปต์ 2.ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 7 ธันวาคม 2559 พบผู้ป่วยยืนยันจำนวน ทั้งสิ้น 16 ราย เสียชีวิต 6 ราย ในประเทศจีน 3.ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 พบผู้ติดเชื้อยืนยันทั้งสิ้น 809 ราย เสียชีวิต 322 ราย และตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2560 พบผู้ป่วยรายใหม่ 9 ราย

สำหรับประเทศไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547-2549 พบผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก 25 ราย ตาย 17 ราย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกจะมีประวัติการสัมผัสกับไก่ป่วย/ไก่ที่ตายผิดปกติ

6 วิธี กำจัดขยะมูลฝอยหลังน้ำลด

6 วิธี กำจัดขยะมูลฝอยหลังน้ำลด

กรมสบส.แนะผู้ประสบภัยน้ำท่วม “ไม่ควรใช้มือเปล่า” เก็บขยะ ทำความสะอาดบ้านเรือน เสี่ยงสัมผัสเชื้อโรค สิ่งปนเปื้อนอันตรายจากขยะ

นายแพทย์ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเฉพาะกิจน้ำท่วมสถานพยาบาลในภาคใต้และการสนับสนุนภาคประชาชนของกรม สบส. ให้สัมภาษณ์ว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัย 7 จังหวัดได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี พัทลุง ยะลา สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส และมีพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 5 จังหวัดคือ ระนอง กระบี่ ตรัง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์

ซึ่งจากการประเมินชุมชน ปัญหาในพื้นที่ที่ระดับน้ำลดแล้วจะพบว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยจำนวนมาก มีทั้งขยะวัชพืช เศษไม้ ขยะจากสิ่งปลูกสร้าง ของใช้ต่างๆ และขยะอันตราย เช่นหลอดไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย เป็นต้น รวมทั้งมีตะกอนดินทรายที่น้ำพัดพามาจำนวนมาก ซึ่งประชาชนมีความเสี่ยงอันตรายทั้งจากเชื้อโรคที่อยู่ในดินโคลนชื้นแฉะ เช่น เชื้อโรคฉี่หนู เชื้อบาดทะยัก รวมทั้งอันตรายสัตว์มีพิษและจากสารเคมี โลหะหนักต่างๆ เช่น หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ถ่านกระดุมมักมีสารปรอทเจือปน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คือระบบประสาทส่วนกลาง หากเป็นถ่านไฟฉายจะมีสารแคดเมียม เป็นอันตรายต่อโครงสร้างกระดูก ปอด และไต

นายแพทย์ประภาส กล่าวต่อว่า เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ จึงขอแนะนำให้ประชาชนที่จะเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านเรือนทั้งภายในและนอกบ้านภายหลังน้ำลด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการเกี่ยวกับขยะมูลฝอยต่างๆ ในพื้นที่น้ำท่วม ขอให้ปฏิบัติ 6 ประการ ดังนี้

1) ไม่ควรใช้มือเปล่าเก็บขยะ เนื่องจากมีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อโรคและสารเคมี ก่อนดำเนินการทุกครั้ง ขอให้แต่งกายให้มิดชิด เช่น สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตราย คือ สวมถุงมือยาง หรือถุงพลาสติก ใส่รองเท้าบูท สวมหน้ากากอนามัย
2) ขณะที่ทำการเก็บขยะภายในบ้านให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อเพิ่มการระบายอากาศ
3) ควรแยกขยะเปียก และขยะแห้งออกจากกัน ใส่ถุงดำและเก็บให้พ้นน้ำ สำหรับถุงเศษอาหารควรบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดแข็งแรงอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันสัตว์มากัดแทะหรือสัตว์มีพิษมาอาศัยซ่อนแอบซึ่งอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต
4) ควรแยกขยะประเภทอันตราย เช่น เครื่องไฟฟ้า หลอดไฟฟ้า ขวดบรรจุสารเคมีที่เป็นอันตรายออกจากขยะทั่วไป โดยใส่ถุงปิดให้มิดชิดและเขียนป้ายว่าเป็นขยะอันตรายและเก็บให้พ้นน้ำเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปกำจัดให้ถูกวิธี
5) ให้ทำความสะอาดมือและร่างกายทุกครั้งภายหลังสัมผัสขยะหรือสิ่งสกปรก และระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังที่มีบาดแผลสัมผัสน้ำท่วมขัง เพื่อความปลอดภัยจากสารเคมีและเชื้อโรค
6) หากหลังสัมผัสขยะแล้วรู้สึกแสบคันจมูกเวียนศีรษะ หรือเกิดความผิดปกติใดๆ กับร่างกาย ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีหรือแจ้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม.ที่อยู่ใกล้โดยเร็ว โดยกรมสบส.ได้ให้อสม.ประชาสัมพันธ์คำแนะนำดังกล่าว ผ่านทางหอกระจายข่าวในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง

4 ขั้นตอนทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม

4 ขั้นตอนทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม

กระทรวงสาธารณสุข แนะ 4 ขั้นตอนทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข มีข้อแนะนำสำหรับขั้นตอนการ 4 ทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม

ขั้นตอนเตรียมความพร้อมของตัวเอง อุปกรณ์ในการทำความสะอาด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถุงมือ ร้องเท้าบูทหรือถุงพลาสติก ที่หาได้ในพื้นที่ แว่นตา ผ้าหรือหน้ากากปิดปากปิดจมูก แปรงขัดด้านสั้น – ด้ามยาวไม้ถูพื้น แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคน้ำยาทำความสะอาด หรืออุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง เครื่องเป่าลม ไม้รีดน้ำ เป็นต้น

ขั้นตอนก่อนลงมือทำความสะอาด ต้องตรวจสอบการรั่วของกระแสไฟฟ้า เปิดประตู หน้าต่าง ทิ้งไว้เพื่อให้อากาศและลมถ่ายเท หากพบเชื้อราในบ้าน หรือในเครื่องปรับอากาศ ให้ระมัดระวัง อย่าให้เข้าปาก จมูก และห้ามเปิดใช้งานโดยเด็ดขาด

การลงมือทำความสะอาด ฉีดน้ำล้าง ขัดตะไคร่ สิ่งสกปรกแล้วทิ้งให้แห้ง หากพบเชื้อราในบ้าน พื้นบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ห้ามฉีดน้ำล้าง ควรใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาซักผ้าผสมในน้ำอัตราส่วน 1 ถ้วย (300 มิลลิลิตร) ต่อน้ำประมาณ 3.8 ลิตร เช็ดคราบเชื้อรา ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำ

ขั้นตอนสุดท้ายปล่อยให้แห้ง เปิดพัดลมเป่าในบ้านและอุปกรณ์ต่างๆ เปิดหน้าต่าง ประตู ให้มากที่สุดเพื่อให้แห้งสนิท เมื่อครบ 4 ขั้นตอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านได้อย่างสบายใจ ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปได้อย่างมีความสุข

ทั้งนี้ ห้ามใช้น้ำยาซักผ้าขาว ผสมกับน้ำยาทำความสะอาดชนิดที่เป็นกรด หรือด่าง เพราะทำให้เกิดไอ ที่เป็นอันตรายได้ ห้ามนำทรายที่ใช้แล้วในการกั้นน้ำท่วมมาใช้ในสนามเด็กเล่น และห้ามทำความสะอาดโดยไม่สวมถุงมือ รองเท้าบูทยางและหน้ากากอนามัย เพราะอาจได้รับเชื้อโรคที่กระจายอยู่ในอากาศได้

“โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน” ไม่อันตราย ไม่ติดต่อ

“โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน” ไม่อันตราย ไม่ติดต่อ

กรมการแพทย์ แจง “โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน” ไม่อันตราย ไม่ติดต่อ แต่เป็นเรื้อรัง ให้รำคาญใจ
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน (seborrheic dermatitis) หรือ “เซ็บเดิม” เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย 1-5% ในประชากรทั่วไป ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง เป็นๆหายๆ แต่ไม่ติดต่อจาการสัมผัส แต่เป็นเป็นโรคที่มีผลต่อทางด้านจิตใจ ความมั่นใจและบุคลิกภาพของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก โดยลักษณะของโรคจะเกิดบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมันเป็นจำนวนมาก เช่น หนังศีรษะ ไรผม ข้างจมูก คิ้ว(บริเวณ T-Zone) บนใบหน้า หน้าอก เป็นต้น บริเวณดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นขุยสีเหลือง มันวาว ร่วมกับมีผื่นแดงร่วมด้วย ลักษณะของโรค คือ 1.ส่วนใหญ่เป็นกับผู้ป่วยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กทารกแรกคลอด สามารถพบโรคนี้ในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด ซึ่งสามารถหายได้เอง โดยสามารถพบสะเก็ดหนาสีเหลือง เป็นมันติดแน่นเป็นแผ่น เชื่อว่าการที่เกิดโรคนี้ในทารกเกิดจากฮอร์โมนจากแม่ที่ถ่ายทอดไปยังลูก ฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นต่อมไขมันในผิวหนังที่หนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะและเส้นผมเป็นมันเยิ้ม แต่หลังจากนั้นอิทธิพลของฮอร์โมนจะเริ่มหมดไป ผื่นจึงดีขึ้นได้เอง แต่ในช่วงวัยรุ่น จะเกิดการที่เริ่มมีการผลิตฮอร์โมนเพศที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดโตขึ้นและหลั่งไขมันออกมามากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค 2. อาการที่เป็นจะเป็น ๆ หาย ๆ ในผู้ใหญ่ แต่จะหายเองได้ในเด็กทารก มักจะสัมพันธ์กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น หน้าหนาว อากาศแห้ง ผื่นจะกำเริบได้บ่อยกว่า และอาจดีขึ้นในหน้าร้อน 3. อาการผู้ป่วยบางรายจะสัมพันธ์กับโรคทางระบบประสาทบางชนิด เช่น Parkinson’s, Alzheimer disease หรือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) จะทำให้โรคนี้เป็นรุนแรงมากขึ้น

สาเหตุของโรค ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่แพทย์เชื่อว่าปัจจัยต่าง ๆ มีผลต่อการเกิด โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน คือ ภาวะใดๆ ที่กระตุ้นให้ให้ต่อมไขมันทำงานผิดปกติ เช่น ฮอร์โมนการติดเชื้อราบางชนิด เช่น เชื้อ Malassezia species ยาบางอย่าง เช่น griseofulvin, cimetidine, lithium,methyldopa หรือมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม อีกทั้งรับประทานอาหารที่ไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของโรคได้ การรักษา ในเด็กทารกส่วนมากหายได้เอง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง หรือมีการอักเสบเรื้อรัง อาจทาสเตียรอยด์ อ่อน ๆ ที่บริเวณผื่น 2-3 วัน ร่วมกับการทาครีมบำรุงผิว สำหรับในผู้ใหญ่ ผื่นจะเป็นเรื้อรัง เป็นๆหายๆ การรักษาจะเน้นที่การควบคุมโรค มากกว่าที่จะรักษาให้หายขาด ผื่นแพ้ต่อมไขมันที่ศรีษะ แนะนำให้ใช้ยาสระผมที่มีส่วนประกอบของ tar (น้ำมันดิน ) , zinc pyrithione , selenium sulfide, sulfur , salicylic acid , ketoconazole เป็นต้น เพื่อลดรังแค ขุยที่หนังศรีษะ ในคนไข้ที่ผื่นหนาอักเสบมาก อาจทายาสเตียรอยด์ร่วมด้วยได้ ผื่นแพ้ต่อมไขมัน ที่ใบหน้า ข้างจมูก คิ้ว แนะนำให้ใช้ยามีฤทธิ์ลดการอักเสบของผิวหนัง หรือลดจำนวนเชื้อรา เช่น ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ และยาทาลดเชื้อยีสต์ สำหรับยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ถ้าใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้เป็นสิว ผิวบาง เส้นเลือดขยาย และติดสเตียรอยด์ได้

ดังนั้น โรคนี้แม้เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่ก็ควรได้รับการตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้อง ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เพื่อการควบคุมโรคและการรักษาที่ตรงจุด ป้องกันและลดข้อแทรกซ้อนจากยา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลตัวเอง เพื่อลดการเห่อ หรือ กำเริบของโรค คำแนะนำในการดูแล คือหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แสงแดด พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น รวมทั้ง ควรล้างหน้าด้วยสบู่ที่ไม่ระคายเคืองต่อผิว หมั่นทาครีมบำรุง ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น ใช้เครื่องสำอางชนิดที่เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย เพียงแค่นี้โรคผื่นแพ้ต่อมไขมันอักเสบก็จะไม่มากวนใจอีก

ชี้ เพิ่มโทษ เมาแล้วขับ ไม่ได้ผล ต้องเอาผิดคนนั่ง-คนขายด้วย

ชี้ เพิ่มโทษ เมาแล้วขับ ไม่ได้ผล ต้องเอาผิดคนนั่ง-คนขายด้วย

เลขาฯ มูลนิธิเมาไม่ขับ เผย มาตรการเพิ่มโทษเมาแล้วขับยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เหตุยังมีระบบเส้นสาย-คอร์รัปชั่น แนะควรเพิ่มเอาผิดกับคนนั่ง-คนขายไปด้วย

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 มีรายงานว่า นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าตำรวจได้มีการขอเพิ่มโทษข้อหาเมาไม่ขับ ทั้งเพิ่มจำนวนค่าปรับให้สูงขึ้น จำคุกไม่เกิน 1 ปี และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตไปเลยนั้น ซึ่งที่ผ่านมาการบังคับใช้ก็ยังไม่เป็นผลเท่าที่ควร เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปมุ่งเน้นการปรับแก้กฎหมายที่การเพิ่มโทษมากจนเกินไป ซึ่งในความจริงแล้วหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของชั้นศาล ศาลจะตัดสินโทษเพียงแค่ขั้นต่ำเท่านั้น อีกทั้งหากผู้กระทำความผิดรับสารภาพก็จะลดโทษให้กึ่งหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เหมาะกับการเพิ่มโทษจำนวนค่าปรับที่สูง เพราะยังมีระบบเส้นสายและระบบการคอร์รัปชั่น หากถูกจับให้เป่าแอลกอฮอล์ ก็มักจะจ่ายเงินกันหน้าด่านหรือใช้เส้นสายให้เรื่องจบ ๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิเห็นว่า ทางรัฐบาลจะต้องปรับแก้ฐานความผิดไม่ใช่ปรับแก้ที่เพิ่มบทลงโทษ แต่ควรจะเอาผิดกับผู้ที่นั่งมากับคนเมาแล้วขับด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนก็ตามที ซึ่งหากแก้ไขในลักษณะดังกล่าวจะทำให้การคอร์รัปชั่นและการใช้ระบบเส้นสายเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นไปด้วย อีกทั้งควรจะต้องเอาผิดกับผู้ประกอบการขายเหล้า เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย

สำหรับมาตรการยึดรถในช่วงเทศกาล หรือ 7 วันอันตรายนั้น ควรจะบังคับใช้กับคนขับด้วย เพราะการยึดรถไว้อย่างเดียว ไม่สามารถลดปัญหาได้ จึงต้องขังผู้ที่กระทำความผิดไว้เพื่อไม่ให้ออกไปขับรถได้ ซึ่งทำให้อุบัติเหตุลดลงอีกด้วย

น้องจ๋า สาวพิษณุโลกติกคุกที่โอมาน ได้กลับบ้านแล้ว พร้อมนำพวงมาลัยกราบแม่

น้องจ๋า สาวพิษณุโลกติกคุกที่โอมาน ได้กลับบ้านแล้ว พร้อมนำพวงมาลัยกราบแม่

น้องจ๋า สาวพิษณุโลกติกคุกที่โอมาน นำพวงมาลัยกราบแม่ หลังได้รับความช่วยเหลือนำตัวกลับไปสำเร็จ ขอบคุณทางการไทยที่ให้การช่วยเหลือ

จากกรณีของ น.ส.รสสุคนธ์ เนียมกลาง หรือน้องจ๋า อายุ 32 ปี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวที่สนามบินประเทศโอมานและนำไปขังคุก เนื่องจากเครื่องสแกนตรวจพบยารักษาโรคประจำตัวจำนวนมาก อาทิ ยากันชัก ยาแก้ปวดไมเกรน ยาแก้คลื่นไส้ ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาปรับความดันเลือด ซึ่งยาบางตัวมีส่วนผสมของสารตั้งต้นเสพติด ซึ่งทางครอบครัวพยายามช่วยเหลือ แต่ติดปัญหาขั้นตอนในเรื่องประวัติการรักษา และใบรับรองเกี่ยวกับยาเฉพาะบางตัว จึงเดินทางมาขอความช่วยเหลือจาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พิษณุโลก ในการประสานการช่วยเหลือและนำตัวส่งกลับไทยนั้น

คืบหน้าต่อมา (27 มกราคม) นายธานินทร์ สมบูรณ์สาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก ได้รับตัว น.ส.รสสุคนธ์ เนียมกลาง ที่ถูกควบคุมตัวในประเทศโอมานนานกว่า 3 เดือน เดินทางไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายสุนทรี เนียมกลาง และ นายเครือ เนียมกลาง และญาติ ๆ มารอต้อนรับด้วยความดีใจ

ทั้งนี้ น.ส.รสสุคนธ์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่อยู่ในเรือนจำของประเทศโอมานว่า อยู่อย่างลำบาก ทานข้าววันละ 1 มื้อ และไม่สามารถสนทนากับใครได้ ต้องขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก สื่อมวลชนจังหวัดพิษณุโลก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัตประเทศโอมาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าเยี่ยมและให้การช่วยเหลือคนไทยที่ยังติดคุกอยู่ที่ประเทศโอมานอีก 32 คนด้วย

ทรัมป์ เตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกเพิ่ม 20% สบทบทุนสร้างกำแพง

ทรัมป์ เตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกเพิ่ม 20% สบทบทุนสร้างกำแพง

โดนัลด์ ทรัมป์ ผุดแนวคิดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากชายแดนเม็กซิโกเพิ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ สมทบทุนสร้างกำแพง แต่ยังพิจารณาตัวเลือกอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น รายงานข่าว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีแนวทางที่จะจัดเก็บภาษีสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าจากชายแดนเม็กซิโกในอัตราสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาสมทบทุนในการสร้างกำแพงกั้นตามที่ลงนามเอาไว้
จากกรณีที่ ทรัมป์ เพิ่งลงนามออกคำสั่งพิเศษในการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนและคนเข้าเมือง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 ซึ่งประเด็นหลักคือการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนสหรัฐฯ ตามที่เขาได้หาเสียงเอาไว้ และจะให้เม็กซิโกจ่ายเงินช่วยสร้างด้วย โดยจากเรื่องดังกล่าวทำให้ฝั่ง เอ็นริเก้ เปญญา เนียโต้ ประธานาธิบดีของเม็กซิโก ออกมายืนยันว่า จะไม่ให้เงินช่วยเหลือใด ๆ ในเรื่องนี้ รวมถึงยังประกาศยกเลิกการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้าอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนทรัมป์จะยังไม่ประนีประนอมกับเม็กซิโก เมื่อล่าสุด นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า หลังจากที่ ทรัมป์ หารือกับรัฐสภารีพับลิกันเป็นการส่วนตัว ก็มีแนวทางเบื้องต้นในการหาเงินสร้างกำแพงออกมาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการเก็บภาษีนำเข้าจากชายแดนฝั่งเม็กซิโกเพิ่มขึ้น รวมถึงวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม และเงินในจุดนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่รัฐบาลเม็กซิโกจะต้องจ่ายให้สหรัฐฯ โดยตรงในการช่วยสร้างกำแพงแต่อย่างใด

ทั้งนี้รายงานระบุว่าหากนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าจากชายแดนฝั่งเม็กซิโกเพิ่มถูกนำมาใช้จริง ทำให้มีความกังวลว่าประชาชนจากสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงมากขึ้น และเรื่องนี้แม้ทรัมป์จะมีอำนาจออกมาตรการภาษีจริง แต่ก็ยังไม่สามารถกำหนดภาษีสำหรับสินค้านำเข้าของเม็กซิโกได้ทันที เนื่องจากสหรัฐฯ ยังอยู่ในความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และถอนตัวออกมาเสียก่อนถึงจะทำตามนโยบายนี้ได้

จับ แก๊งข้าราชการปลอม ตระเวนรีดไถเงินเจ้าภาพในงานแต่ง งานศพ

จับ แก๊งข้าราชการปลอม ตระเวนรีดไถเงินเจ้าภาพในงานแต่ง งานศพ

เจ้าหน้าที่กองปราบปราม สามารถติดตามจับกุม ขบวนการอ้างตัวเป็นคนรู้จักของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แถมปลอมตัวใส่ชุดข้าราชการไปตระเวนมอบของชำร่วยตามงานแต่ง และงานศพ ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ก่อนเรียกรับเงินกับทางเจ้าภาพ

พลตำรวจตรี สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บังคับการกองปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นาย กระจายกำลังกันเข้าตรวจค้นพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดนครปฐมและกรุงเทพฯ รวม 12 จุด พร้อมทั้งจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คน แจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 112 และร่วมกันฉ้อโกง พร้อมของกลางประกอบด้วยเครื่องแบบข้าราชการ ของชำร่วย เช่น ชุดน้ำชา ผ้าไหม จำนวนมาก

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมากจากการที่ทางเจ้าหน้าที่ ได้รับแจ้งจากประชาชนในจังหวัดนครปฐมว่า กลุ่มผู้ต้องหาซึ่งมี “พระคงศักดิ์ คงสุวรรณโณ” หรือ “พระอ๊อด” พระลูกวัดโพรงมะเดื่อ เป็นหัวหน้าขบวนการ มักจะตระเวนแอบอ้างกับคนอื่นๆ ว่าสนิทสนมกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และสนิทกับเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง และเมื่อมีงานมงคลสมรส หรืองานศพที่ใด พระคงศักดิ์ ก็มักจะให้กลุ่มคนดังกล่าว แต่งชุดข้าราชการนำของชำร่วย และของที่ระลึกไปมอบให้กับทางเจ้าภาพ โดยอ้างว่าเป็นของผู้ใหญ่ฝากมาให้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะมีการเรียกรับเงินจากทางเจ้าภาพด้วย

ด้าน นายวีรพงษ์ ให้การรับสารภาพว่า ตนมีศักดิ์เป็นหลานของพระคงศักดิ์ ก่อนหน้านี้พระคงศักดิ์จะให้ตนไปมอบของชำร่วยให้บุคคลตามงานสำคัญต่างๆ ซึ่งจะได้เงินค่าน้ำมันครั้งละ 500-1,000 บาท และในบางครั้งที่ไปส่งของดังกล่าวตนจะแต่งชุดข้าราชการด้วย ทั้งนี้ได้ร่วมงานกับพระคงศักดิ์ มา 4 ปีทำมาแล้วกว่า 10 ครั้ง โดยไม่รู้ว่าเป็นการแอบอ้าง หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งต่อให้กับพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมกับส่งกำลังกว่า 50 นาย ลงพื้นที่ติดตามหาตัวพระคงศักดิ์ หัวหน้าขบวนการที่ไหวตัวทันหลบหนีไปได้ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป